เกาะเจมส์บอนด์
บุฟเฟ่ต์อาหารเช้า เพจรับเอสเปรสโซ่แก้วเดียว วันนี้เราจะไปเที่ยวเกาะปันหยี จังหวัดพังงา พอรถตู้มารับ เราดันขึ้นรถผิดอีก คือเค้ามารับผิดคน เนื่องจากว่าเมื่อวานพวกเราโดนย้ายห้อง พนักงานที่รีสอร์ทคงไม่ได้อัปเดทเลขที่ห้องพักกับทางทัวร์ พี่คนขับเลยสับสน พาเราไปถึงป่าตองแล้วนะ ถามไปถามมาได้ความว่าคนที่เค้าต้องไปรับมาจริงๆ ยังรออยู่ที่ภูรินท์ เธอเลยพาเรากลับมารีสอร์ทอีก แต่รถคันที่มารับพวกเราออกไปแล้ว บริษัททัวร์เดียวกันนี่แหละ พี่คนขับเหยียบไม่คิดชีวิต รีบพาเรากลับไปขึ้นรถอีกคันที่ป่าตองอีก เพจเห็นแล้วเหนื่อยแทน
รถที่จะพาเราไปเที่ยววันนี้เป็นรถบัสปรับอากาศ ไกด์พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยไปเกือบตลอดทาง ไกด์ถามใครพูดภาษาไทยได้บ้าง มีเพจยกมือหราอยู่คนเดียว สรุปทัวร์กรุ๊ปนี้มีคนไทยคนเดียว
ระหว่างทางไปท่าเรือ ทางทัวร์จะแวะให้พวกเราขี่ช้างก่อน ไกด์บอกลูกทัวร์มากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นคนต่างชาติ ที่เหลือเป็นคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ มาร์คโดนจับคู่นั่งช้างกับคนฝรั่งเศส เธอคุยให้ฟังว่าเธอกับครอบครัวย้ายมาอยู่ออสเตรเลีย คือชอบอยู่ประเทศที่อากาศอบอุ่นมากกว่าอากาศหนาว นั่นสิ เพจสังเกตเดี๋ยวนี้ชาวต่างชาติก็ย้ายมาอยู่ประเทศไทยเยอะเหมือนกัน รูปเธออยู่ในกล้องมาร์คด้วย เธอเลยขออีเมล์มาร์คไว้ มาร์คบอกแล้วจะส่งไปให้
ที่นี่จะมีบริการถ่ายรูปขี่ช้างด้วย คือเค้าถ่ายไว้ทุกคนแหละ เผื่อนักท่องเที่ยวอยากได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก ไกด์บอกไม่เอาก็ได้นะ พวกเราเอาสองใบ รูปใบละ 150 บาท มาร์คอยากได้เก็บไว้ดูเล่น
พอถึงท่าเรือ ไกด์แจกเสื้อชูชีพคนละตัว แล้วก็พาเราลงเรือหางยาว ในเวิ้งทะเลแถบนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าชายเลนและป่าโกงกาง อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงาจะมีเกาะต่างๆ และเขาหินปูนที่มีลักษณะแปลกตา เช่น เขาหมาจู เขาเขียน เกาะปันหยี ถ้ำลอด เกาะตะปู และเขาพิงกัน
จุดหมายแรกของเราคือถ้ำลอด ถ้ำลอดเป็นภูเขาลักษณะเกาะทะลุ เรือเล็กสามารถแล่นทะลุไปอีกด้านได้ เราไม่ได้เลือกแพ็คเกจที่มีพายเรือแคนู แต่เรามากรุ๊ปเดียวกันกับลูกทัวร์ที่เลือกโปรแกรมนี้ หลายคนเลยต้องนั่งรอบนแพ ไกด์บอกเราเปลี่ยนใจได้นะ เพจบอกไม่ดีกว่าค่ะ
จนเค้ากลับกันมาแล้ว เพจเพิ่งจะเห็น ทางทัวร์มีคนพายเรือให้ เราแค่นั่งไปเฉยๆ ตอนแรกเพจยังคิดว่าเราต้องพายกันเองเสียอีก เพจพายเรือไม่เป็น เลยไม่ได้เลือกโปรแกรมนี้ แอบเสียดายนิดๆ เมื่อกี้ตอนคุยกับไกด์ เพจน่าจะถามเค้าก่อน
เขาตะปูและเขาพิงกัน ตอกย้ำให้ชื่นชมในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สามารถรังสรรค์ภูผาออกมาเป็นงานประติมากรรมชิ้นเยี่ยม เขาตะปูซึ่งเป็นไฮไลท์ของการท่องเที่ยวในอ่าวพังงา มีลักษณะเหมือนตะปูตั้งอยู่กลางน้ำ ส่วนเขาพิงกันนี้เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่องเจมส์บอนด์ The Man with the Golden Gun หรือเพชฌฆาตปืนทอง ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ. 2517 ทำให้เขาตะปูรู้จักกันไปทั่วโลกในชื่อของเกาะเจมส์บอนด์
ส่วนบริเวณหาดเขาพิงกันจะมีร้านค้าและร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่มากมาย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เช่น ของใช้ เครื่องประดับที่ทำมาจากปะการังและเปลือกหอย รวมทั้งของตกแต่งบ้านที่ทำจากสัตว์สตัฟ ผีเสื้อ แมงป่อง แมงมุม
เกาะปันหยี 200 กว่าปีก่อน ที่นี่เป็นเพียงเกาะร้างไร้ผู้คน จนกระทั่งมีชาวมลายูกลุ่มหนึ่งอพยพมาหาที่ทำกินแห่งใหม่ พวกเค้าตัดสินใจเลือกที่นี่ ผู้ที่มาถึงก่อนได้ปีนขึ้นไปบนยอดเขาและปักธง ซึ่งในภาษายาวีเรียกว่าปันหยี เพื่อบอกให้ผู้มาทีหลังรู้ ประวัติศาสตร์ของเกาะไม้แห่งนี้จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันนั้น
หมู่บ้านมุสลิมที่เกาะปันหยีนี้เป็นหมู่บ้านกลางน้ำของชุมชนชาวประมง ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม ชาวไทยมุสลิมจะแต่งกายคล้ายชาวมาเลเซีย ผู้หญิงจะนุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมเสื้อแขนกระบอก และมีผ้าคลุมศีรษะ
เกาะปันหยีเป็นเกาะที่ไม่มีที่ดินเลย แต่ชาวไทยมุสลิมมาสร้างบ้านบนพื้นน้ำต่อเติมออกมา คนบนเกาะมีอาชีพหลักเป็นชาวประมง จึงมีกระชังเลี้ยงปลาและขายอาหารทะเลให้แก่นักท่องเที่ยว ร้านอาหารที่สร้างยื่นออกไปในทะเลส่วนใหญ่จะเปิดบริการเฉพาะกลางวันและราคาอาหารจะค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับร้านอาหารเล็กๆ ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ด้านใน
พวกเราแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารปันหยีมูเทียร่าห์ซีฟู้ด รายการอาหารประกอบไปด้วยไข่เจียว ผัดผักรวมมิตร ไก่ผัดผงกะหรี่ ปลาชุบแป้งทอด น่องไก่ชุบแป้งทอด และแกงจืดลูกชิ้นปลา ส่วนผลไม้เป็นสับปะรด อาหารมาเยอะมาก เมื่อเทียบกับจำนวนคน ทานกันไม่หมดนะ ไกด์พูดยิ้มๆ บอกเธอทานอาหารร้านนี้เมนูนี้ทุกวัน
ส่วนบริเวณด้านหลังร้านอาหารจะเป็นตลาด มีร้านเสื้อผ้า ร้านขายของใช้จำเป็น สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค ขนมและของกินชนิดต่างๆ ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สองเราเดินเล่นสักพัก พอเกือบได้เวลาที่นัดกันไว้ เราก็ออกมายืนรอแถวหน้าร้านอาหาร ไกด์เข้ามาพูดคุย เพจเลยบอกพูดภาษาอังกฤษเก่งนะคะ ไกด์ยิ้มอายๆ คุยไปคุยมา เธอบอกเพจหน้าไม่เหมือนคนไทยนะ มองอย่างไรก็ไม่เหมือน
จากนั้นพากันกลับขึ้นฝั่ง เพื่อไปวัดสุวรรณคูหา วัดสุวรรณคูหาหรือวัดถ้ำจะเก็บค่าเข้าชมเฉพาะชาวต่างชาติคนละ 10 บาท ไกด์บอกพวกเราเข้ามาได้เลย ไม่ต้องจ่ายค่าเข้า ทางทัวร์จัดการให้เรียบร้อยแล้ว วิหารจะมีพระพุทธรูปมากมายหลายองค์ ที่สำคัญคือพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ ตลอดความยาวของถ้ำจะตกแต่งด้วยกระเบื้อง ถ้วยจานเชิงลายครามและเบญจรงค์
ปกติเวลาไปวัด มาร์คจะชอบเสี่ยงเซียมซี วันนี้ไม่มีเวลามากนัก เนื่องจากว่ามากับทัวร์ เพจเห็นไกด์พาลูกทัวร์เดินออกไปข้างนอก เพจเลยเดินตามออกมาบ้าง ภายนอกหน้าวัดสุวรรณคูหาจะมีลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พอเห็นนักท่องเที่ยวมากันเยอะ เค้าจะออกมานั่งโชว์ตัวกันเป็นแถว เผื่อจะมีใครใจดีให้อาหารกินบ้าง
ขากลับเข้าภูเก็ต ไกด์พาเราแวะซื้อของฝากที่ร้านศรีศุภลักษณ์ออร์คิด ร้านนี้จะอยู่ไม่ไกลจากวงเวียนอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทรเท่าไรนัก บริเวณทางเข้าจะมีบริการน้ำมะม่วงหิมพานต์ มาร์คบอกอร่อย ตัวเพจเองไม่ได้ลอง นอกจากนี้ยังมีการสาธิตวิธีการแกะเม็ดมะม่วงหิมพานต์ให้ชมอีกด้วย ภายในกว้างขวาง มีการประกาศโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง คิดเอาเองว่าที่นี่คงมีทัวร์จีนมาลงเยอะ
พื้นที่ในจังหวัดภูเก็ตเหมาะแก่การปลูกมะม่วงหิมพานต์และมะพร้าว สินค้าที่คนมาเที่ยวนิยมซื้อไปเป็นของฝาก ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกลือและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบ กาแฟภูเก็ต น้ำสมุนไพร ผลไม้แปรรูป เช่น ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว กล้วย มะม่วง มะละกอ และทุเรียน รวมทั้งอาหารทะเลแปรรูปต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์จากกุ้งและปลาหมึก
กลับมาถึงภูรินท์ มาร์คโทรไปขอเตียงเสริม เมื่อคืนพวกเราเปลี่ยนห้องแต่พนักงานไม่ได้เอามาให้ มาร์คไม่สบายมาก เพจเลยเดินลงมาจะออกไปหาซื้อยา เจอผู้จัดการที่ออฟฟิศพอดี เมื่อคืนเราไม่มีเตียงเสริม คืนนี้ขอด้วยนะคะ เธอว่าบอกพนักงานไปแล้วนะ สงสัยเอาไปให้ผิดห้องหรือเปล่า เธอเลยบอกอย่างนั้นสำหรับค่าเตียงเสริมเมื่อคืน ทางรีสอร์ทจะไม่คิดเงิน
เพจเดินมาถึงแถวหาดกะรน ซื้อยาเสร็จ เห็นร้านขายทัวร์อยู่ติดกับร้านขายยาพอดี เพจเลยเข้าไปถาม พี่เอ๋ คนขายตั๋วถามว่าไปกี่คน เพจบอกสาม เธอบอกทัวร์วันเดียวสิมิลัน คนละ 2,500 บาท อย่างไรถ้าเพจจะไป ให้โทรมาบอกก่อน จะได้จองที่ไว้ให้ แล้วเธอก็ให้เบอร์มือถือเพจไว้
กลับมา มาร์คเอาโบรชัวร์ทัวร์สิมิลันของทางภูรินท์มาให้เพจดู ทัวร์บริษัทเดียวกับที่เพจเพิ่งไปถามมาเมื่อกี้นี่แหละ ของทางรีสอร์ทคนละ 3,200 บาท เพจบอกเพจหาได้คนละแค่ 2,500 บาทเอง ถ้ามาร์คจะไป เดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยแวะไปซื้อตั๋ว
เพจพามาร์คออกมาเดินเล่นแถวหาดกะรน เดินออกจากวัดกะรนมานิดเดียว ถนนเส้นนี้จะคล้ายๆ ตลาด คือมีร้านค้า ร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ ตั้งอยู่เรียงรายสองข้างทาง เพจเห็นร้านส้มตำเค้าทำน่ากินดี เลยหอบเอากลับมากินที่รีสอร์ทด้วย เมนูค่ำวันนี้เป็นอาหารอีสานบ้าง มีส้มตำ ลาบหมู กับข้าวเหนียว จะว่าไป เพจชอบทานอาหารอีสานนะ แต่ยังไม่เคยไปเที่ยวอีสานเสียที ทริปนี้ถ้าเวลาลงตัว เราจะขึ้นไปเวียงจันทน์กับหลวงพระบางด้วย จินตนาการว่าอาหารลาวคงจะคล้ายๆ อาหารอีสานบ้านเรา
|
Comments (7)
ขอบคุณนะคะคุณเพจที่ตอบข้อสงสัยของเยลโล่เรื่องภาพถ่ายที่คุณเพจลงในบล็อก คุณเพจถล่มตัวจังเลยค่ะ :)
หลายๆ คนที่รักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ จะนิยมใช้กล้อง SLR หรือจะเป็น digital SLR ก็ได้ เพราะลูกเล่นจะมีมากกว่าพวก cyber-shot แต่เมื่อบวกลบคูณหารน้ำหนักและขนาดของมันแล้วอาจเป็นอุปสรรคในการพกพาไปเที่ยวด้วย ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้องตัวกะจิ๊ดริดจำพวก cyber-shotจะทำให้ภาพออกมาดูไม่สวยเท่าที่ควรนะ เพราะมันขึ้นอยูกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจับมุมภาพ การจัดเฟรมภาพและแสงเงา ซึ่งทำให้ได้ภาพออกมาในอารมณ์ที่แตกต่างกัน สำหรับภาพถ่ายของคุณเพจนับว่าทำได้ดีเชียวค่ะ
Posted by เยลโล่ | June 30, 2007 9:10 AM
คุณเยลโล่รู้เรื่องกล้องเยอะจัง มืออาชีพอยู่ในวงการด้วยหรือเปล่าคะ เพจใช้ Nikon COOLPIX S6 กล้องคอมแพ็คบางๆ ตัวนิดเดียวเองค่ะ ไปเที่ยวเพจจะคล้องคอไว้เลย สะดวกดี ชอบมุมไหนก็คว้ามาถ่ายได้ทันใจค่ะ เพจจะถ่ายรูปเร็วมาก คือบางทีไปเที่ยวกันหลายคนนะคะ เกรงใจคนอื่น ต้องมายืนรอเราอยู่คนเดียว โชคดีที่ได้รูปออกมาสวยถูกใจ อาศัยว่าถ่ายเยอะค่ะ กดกระจาย
จริงๆ เพจอยากได้กล้องดีๆ ไว้ใช้สักตัวนะคะ เอาไว้วันไหนมีเวลาว่าง คือตั้งใจออกไปถ่ายรูปอย่างเดียวเลยค่ะ เผื่อจะมีรูปสวยๆ กับเขาบ้าง เพจชอบเข้าไปห้องกล้อง เว็บพันทิป ได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายภาพพอสมควรทีเดียวค่ะ ทราบมาว่ากล้อง SLR กับอุปกรณ์เสริมราคาจะค่อนข้างสูง เพจคงจะต้องรอไปก่อน กล้องตัวที่ใช้อยู่นี่ มาร์คซื้อให้ค่ะ สงสัยกลัวเพจจะลงแดงตาย เปิดเว็บดูรูปกล้องทุกวัน
Posted by Paige | June 30, 2007 2:38 PM
สวัสดีอีกครั้งค่ะคุณเพจ เยลโล่ไม่ได้เป็นมืออาชีพอยู่ในวงการกะเขาหรอกค่ะ มีความรู้แค่หางอึ่งเอง แต่ก็ชอบถ่ายภาพ เคยใช้กล้อง Manual SRL รุ่น Nikon FM2 เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนนี้กับเขาเหมือนกัน รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นยอดนิยมของนักเล่นกล้อง Manual SRL ในสมัยนั้นเลยทีเดียว แต่ว่าประมาณ 10 ปี ที่ไม่ได้กดแช๊ะมันเลยจึงตัดสินใจขาย เฉพาะตัวกล้องซื้อมาตอนนั้น 10,000 บาท และเลนส์ 35-105 mm อีก 5,000 บาท เบ็ดเสร็จขายได้ 5,000 บาท เท่านั้นเอง แต่ก็ดีกว่าเก็บไว้ให้เป็นอาหารปลวก กะว่าจะเล่นพวก cyber-shot ดีกว่า พกพาง่ายสะดวกดีและต้นทุนภาพก็ต่ำกว่ามาก ไม่ต้องซื้อฟิล์ม หากคุณเพจสนใจจำพวก SRL ก็ลองศึกษาดูหลายๆ รุ่นก่อนตัดสินใจซื้อ เยลโล่ก็ยังรีรอที่จะซื้อกล้องใหม่เหมือนกัน แต่คงจะหันไปเอาดีทาง cyber-shot น่ะคะ
Posted by เยลโล่ | July 3, 2007 6:18 AM
คิดว่าฝีมือการถ่ายภาพของเพจคงห่างไกลคุณเยลโล่หลายขุม เมื่อก่อนเพจไม่ได้สนใจการถ่ายภาพเลยค่ะ เพื่อนสนิทเพจคนหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน เธอเป็นเลขาชมรมถ่ายภาพ เพจก็ไปหาเธอที่ชมรมบ่อยๆ นะ แต่แวะไปคุยเรื่องเรียนอย่างเดียวเลยค่ะ น่าเสียดายนะคะ ถ้าตอนนั้นเพจเข้าร่วมชมรมด้วย ป่านนี้คงจะถ่ายรูปดูดีมีหลักการกว่านี้แน่
ตั้งแต่มีกล้องดิจิตอล เดี๋ยวนี้กล้องฟิล์มคงไม่ค่อยมีใครใช้มากเท่าไรแล้วมังคะ สำหรับกล้องคอมแพ็คกับกล้อง SLR ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปนะคะ ส่วนตัวเพจเองคิดว่าตอนนี้ยังไม่พร้อมใช้กล้องแพงๆ ก่อนอื่นเพจคงต้องหาหนังสือมาศึกษาเรื่องการถ่ายภาพก่อน เริ่มตั้งแต่เบสิคขั้นพื้นฐานไปเลยค่ะ แล้วอีกอย่างที่สำคัญมากพอกัน คือต้องหาสตางค์ก่อนค่ะ ตอนนี้ยังหาไม่เจอ
Posted by Paige | July 3, 2007 7:23 PM
อยากไปเที่ยวเหมือนกับเธอจังเลยทำไงดีนะอยากมีไอกาศไปต่างประเทศมั้งพาเราไปมั้งดิ....อิอิอิอิ
Posted by อิสริยา | September 20, 2007 6:27 AM
Hi Paige, how can I get in touch with you..? would love to get to know you.
Hope to hear from you pls contact me.
Brgds Chris
Posted by Chris | September 29, 2007 5:13 AM
Hi Paige, how r u? i like your pictures. i also like the way you looke. My name is Danny, i live in Holland. I did say 'hi'on your icq, i have also a picture there. Maby see you online my MSN is
sidchat1972@hotmail.com
Bye for now:)
Danny
Posted by Anonymous | January 13, 2008 3:33 AM