วัดพระทอง
ตีห้าเพจตื่นละ มาร์คป่วยลุกไม่ขึ้น เพจจับหน้าผากดู ตัวร้อนจี๋ หกโมงเช้า เพจเลยต้องลงไปออฟฟิศข้างล่าง ฝากพนักงานของรีสอร์ทบอกกับทัวร์ว่าพวกเราไปไม่ได้ มาร์คเป็นไข้ไม่สบายมาก เพจรู้อยู่แล้วไม่ได้เงินคืนหรอก แอบเสียดาย เจ็ดพันกว่าบาท ถ้าเพจโทรบอกพี่เอ๋ตั้งแต่เมื่อคืน อาจจะขอเลื่อนวันได้บ้าง ก้อใครจะรู้หละว่ามาร์คจะป่วยหนักเสียขนาดนี้
บุฟเฟ่ต์อาหารยามเศร้า กินย้อมใจ หลังจากที่อดไปสิมิลัน เพจทานแพนเค้ก ไส้กรอก ไข่ดาว เบค่อน กับกาแฟ วันนี้รู้ตัวเลยว่าทานเยอะมาก มาร์คอาการดีขึ้นมาหน่อย เพจบอกวันนี้วันตรุษจีนไปไหว้พระกันนะ มาร์คบอกไปก็ได้ เดินออกมาหน้าปากซอยเจอพี่ดำอีก พี่ พาไปวัดพระทองหน่อยสิ
วัดพระทอง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าวัดพระผุดหรือวัดพระหล่อ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปทองคำครึ่งพระองค์ที่โผล่เพียงพระเกตุมาลาขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 1 ศอก โดยมีตำนานเล่าว่า เดิมบริเวณวัดเป็นที่เลี้ยงสัตว์ ในเช้าวันหนึ่งมีเด็กชายได้นำควายไปเลี้ยงที่ทุ่งนา หาที่ผูกเชือกควายไม่ได้ก็เลยนำไปผูกกับหลักที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน หลังจากกลับมาถึงบ้าน เด็กก็มีอาการเจ็บป่วยและตายลงในที่สุด และเมื่อไปดูควายที่ทุ่งนาก็เห็นควายนอนตายอยู่ ตอนกลางคืน พ่อของเด็กชายฝันเห็นถึงสาเหตุที่เด็กตาย เพราะได้นำเชือกไปผูกไว้กับพระเกตุมาลาของพระพุทธรูป จึงชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันขุดขึ้นมาบูชา แต่เกิดมหัศจรรย์ มีตัวต่อแตนขึ้นมากับดินที่ขุดเป็นจำนวนมาก อาละวาดไล่ต่อยผู้ที่มาขุด และไม่ทำร้ายคนที่ไม่ขุด เจ้าเมืองทราบเรื่องจึงให้สร้างหลังคาบังพระเกตุมาลาทองคำเอาไว้ หลายปีต่อมา มีชีปะขาวรูปหนึ่งมาพักที่เมืองถลาง ท่านกลัวจะมีคนตัดพระเกตุไปขาย จึงร่วมกับชาวบ้านช่วยกันเก็บเปลือกหอยมาเผาไฟทำปูนขาวปนกับทรายโบกปิดทับพระพุทธรูปเอาไว้
ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พม่าได้เข้ามาตีภาคใต้ของไทยและยึดเมืองถลางได้ ทหารพม่าพยายามขุดพระผุดเพื่อนำกลับพม่าแต่ไม่สำเร็จ เกิดสิ่งมหัศจรรย์มีมดคันตัวเล็กๆ ขึ้นมากับดินที่ขุดเป็นจำนวนมาก ทหารพม่าที่ถูกกัดก็เป็นไข้และล้มตายไปหลายร้อยคน พม่าที่เหลือจึงเอาไฟมาเผามด และได้พยายามขุดไปจนถึงพระศอ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชก็ยกทัพมาตีเมืองคืนจากพม่าได้ หลังจากนั้น หลวงพ่อสิงห์เดินทางมาจากเมืองสุโขทัยมาปักกรดที่เมืองถลาง ได้ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฏิวิหารและอุโบสถ หลวงพ่อพระผุดเป็นพระประธานในอุโบสถ แต่ได้ก่อสวมหลวงพ่อพระผุดเฉพาะหน้าเท่านั้นให้สูงกว่าเดิม เพื่อสะดวกแก่กิจกรรมสงฆ์
ประวัติความเป็นมาของพระผุด มีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน
- เนื่องจากเด็กเอาเชือกกระบือไปผูกกับ เกศของพระพุทธรูป จึงรู้ว่า พระผุด อยู่ตรงนี้
- กวางทั้ง 2 ตัว ทางวัดเคยเลี้ยงไว้ชื่อ ลิเปียด กวางตายเก็บเขาไว้ เลยปั้นเป็นอนุสรณ์
- วัวทางวัดเคยเลี้ยงไว้ชื่อ อ้ายมอ ตายเก็บไว้เลยปั้นไว้ให้คนดู
- หมีทั้ง 2 ตัว ทางวัดเคยเลี้ยงมีคนมาถวาย หมีตายเลยปั้นไว้ให้คนดู
- ช้างเชือกนี้ เป็นช้างของเจ้าเมือง ชื่อ พลายชุมพล ช้างตกมันมาลงงาที่วัดเลยตาย ทางวัดเก็บกระดูกไว้ปั้นให้คนดู
- ปืนใหญ่ ทั้ง 5 กระบอกนี้ เป็นปืนสมัยศึกเมืองถลางรบกับพม่า
ทางวัดจะมีหนังสือประวัติหลวงพ่อพระทองหรือพระผุดให้อ่านและให้เช่า ส่วนประวัติหลวงพ่อพระทองหรือพระผุดโดยย่อ มีดังนี้
วัดพระผุด วัดนาใน หรือวัดพระทอง เป็นวัดเก่าแก่ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
นิทาน
เด็กจูงควายไปกินหญ้ากลางทุ่งนา เอาเชือกผูกล่ามไว้กับพระเกตุมาลาคิดว่าเป็นไม้ กลับถึงบ้านเด็กตาย ควายก็ตาย พ่อของเด็กฝันถึงเหตุที่เด็กและควายตาย เพราะลูกชายเอาเชือกล่ามควายไปผูกกับพระเกตุมาลา รุ่งขึ้นไปดูจึงรู้ว่าเป็นพระพุทธรูป
วิเคราะห์นิทาน
บริเวณนี้เป็นทุ่งกว้างอยู่ใกล้ลำคลองใหญ่ มีช่วงใดช่วงหนึ่ง ฝนต้องตกหนัก ลำคลองก็เปลี่ยนสาย ทรายทับถมพระพุทธรูปเหลือเพียงพระเกตุมาลา กาลล่วงนานไป ผู้คนก็มาอาศัยอยู่บริเวณนี้จึงเกิดนิทานดังกล่าว
ความเชื่อ
พี่น้องชาวจีนเชื่อว่าเป็นพระผุดมาจากเมืองจีนเรียกว่าพู่ฮุก เล่าว่าธิเบตไปรุกรานจีน ในเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนมีพระพุทธรูปทองคำ ชื่อ กิ้มมิ่นจ้อ ชาวธิเบตนำลงเรือ ถูกมรสุมพัดมาเกยตื้น พระพุทธรูปจมลง จนมีผู้คนมาพบเห็น สอดคล้องดังนิทาน
นิทานอิงประวัติศาสตร์
พม่ายกทัพมาตีเมืองถลาง เมื่อปี พ.ศ. 2352 ได้พยายามขุดเอาพระผุด ขุดลงไปเจอมดคันพิษ ตัวต่อแตนขบกัด เอาไฟเผาดินร้อนขุดไม่ได้ พอดีทหารไทยยกทัพมาช่วย พม่าจึงหนีไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จวัดพระทอง เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2502 ทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. บนแผ่นหินไว้เป็นพระอนุสรณ์ ก่อนหน้านี้ ช่วงรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2452 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชหรือรัชกาลที่ 6 ได้เสด็จนมัสการพระผุด ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่าวัดพระทอง
หลวงพ่อพระทองหรือพระผุดเป็นประติมากรรมในสกุลช่างถลาง ชาวบ้านได้นำทองมาหุ้มพระพุทธรูปที่ผุดจากพื้นดินเพียงครึ่งองค์
มาร์คบริจาคได้ธูปเทียนทองเปลวมาคนละชุด เพจสอนมาร์คปิดทองอีก คราวที่แล้ว เพจเห็นทองแตกติดมือเต็มไปหมด มาร์คเสี่ยงเซียมซีได้ใบที่ 13 เพจเลยถามใบดีหรือเปล่า มาร์คบอกไม่รู้ เพจบอกเดี๋ยวแปลให้ ใบเสี่ยงทายของวัดพระทอง นอกจากจะมีคำทำนายเป็นกลอนภาษาไทยแล้ว ยังมีภาษาจีนอีกด้วย ไม่ทราบว่าเป็นกลอนด้วยหรือเปล่านะ เพจอ่านไม่ออก จากนั้นพากันเดินไปอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์วัดพระทอง
พิพิธภัณฑสถานวัดพระทองจะอยู่ชั้นสอง เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00-17.00 น. พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุข้าวของเครื่องใช้ของชาวภูเก็ต เช่น เสื้อกันฝนชาวเหมืองแร่ดีบุก และรองเท้าตีนตุกของสตรีเชื้อสายจีนที่ต้องมัดเท้าให้เล็กตามค่านิยมของสังคมสมัยนั้น เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์อัธยาศัยดีมาก บรรยายให้ความรู้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว
รองเท้าแต่งงานของผู้หญิงจีนสมัยก่อนสวยนะแต่เล็กมากๆ เด็กผู้หญิงจีนรัดเท้าตั้งแต่อายุ 2 ขวบ รัดจนเท้างอไปหมด ดังคำโบราณที่ว่าผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน เท้าใหญ่อย่างเราถือว่าเป็นไพร่ พ่อแม่ฝ่ายชายไม่อยากได้เอามาเป็นลูกสะใภ้ เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้ครอบครัวไม่เจริญ
เจ้าหน้าที่พามาดูเสื่อกับหมอนของชาวจีน ตอนอพยพมาเมืองไทยใหม่ๆ เล่ากันว่ายากจนมาก ยังไม่มีสมบัติอะไร มีแต่เสื่อผืนหมอนใบ ซึ่งกลายเป็นคำพูดติดปากของชาวจีนมาจนถึงทุกวันนี้ เสื่อไม้ไผ่กับหมอนไม้ไผ่สี่เหลี่ยมทำจากไม้ไผ่จีน เนื้อไม้ละเอียดมากถึงมากที่สุด หมอนของชาวจีนสมัยก่อนอีกอย่างหนึ่งคือหมอนสูบฝิ่นเซรามิค ตรงกลางทำเป็นช่องเอาไว้ใส่เงิน จะว่าไป หมอนทั้งสองอย่างดูท่าทางไม่น่าจะนอนสบายหัวเอาเสียเลย
ของเก่าอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือปฏิทินปี 2539 เป็นรูปพวงมาลัยดอกไม้ เจ้าหน้าที่บอกพวงมาลัยดอกไม้สวยๆ แบบนี้คงหาดูได้ยากแล้ว ไม่ทราบว่าสมัยนี้ยังมีโรงเรียนหรือสถานศึกษาสอนร้อยมาลัยแบบนี้อยู่อีกบ้างหรือเปล่า นั่นสิ เพจเห็นแต่ที่เขาร้อยกันแบบง่ายๆ แฟนซีแบบในปฏิทิน เพจไม่เคยเห็นนะ
ก่อนกลับ เจ้าหน้าที่ให้เราลงชื่อในสมุดเยี่ยม เพจสังเกตเห็นมีรายชื่อนักท่องเที่ยวมาจากหลายประเทศเลยทีเดียว ยังคิดอยู่ว่าพวกป้ายเตือน เช่น กรุณาถอดรองเท้า ห้ามจับสิ่งของ ห้ามถ่ายรูป และข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ หากมีเป็นภาษาอังกฤษด้วยคงจะดี
ชีพจรลงเท้า วันนี้วันดีวันตรุษจีนมาไหว้พระศาลเจ้าโซนในเมืองบ้าง ศาลเจ้าปุดจ้อตั้งอยู่คู่กับศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย บนถนนระนอง ศาลเจ้าปุดจ้อถือเป็นวัดเต๋าที่เก่าแก่ที่สุดในภูเก็ต ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม เพจเห็นช่างกล้องกำลังถ่ายวีดีโอรายการโทรทัศน์ เลยเดินเลี่ยงออกมาอีกทางหนึ่ง มาร์คจุดธูปเทียนไหว้พระสะเปะสะปะไปทั่ว พี่ผู้หญิงคนหนึ่งกระซิบบอกเพจว่าให้บอกมาร์คนะ เวลาไหว้พระให้ไหว้เรียงตามลำดับเลข
เราเดินมาทางขวาออกจากศาลเจ้าปุดจ้อจะเป็นศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เพจเห็นพี่ดำถือซีดีเดินออกมา เพจเลยถาม เธอบอกซีดีพิธีกินผัก มาร์คเลยจัดแจงเข้าไปซื้อบ้าง
เทศกาลที่สำคัญที่สุดของจังหวัดภูเก็ตคือเทศกาลกินเจ คนภูเก็ตเรียกว่าเทศกาลกินผัก ซึ่งมักจะจัดให้มีขึ้นประมาณช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยถือเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมในเทศกาลกินเจที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ พิธีกรรมยังถูกจัดให้มีขึ้นที่ศาลเจ้ากะทู้ซึ่งเป็นต้นตำรับประเพณีกินผัก ประเพณีถือศีลกินผักจะมีการแห่เจ้าไปตามถนนต่างๆ มีการจุดประทัดเสียงอึกทึกไปตลอดทาง และมีพิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น ลุยไฟ ไต่บันไดมีด
ขนมไหว้เจ้าที่ชาวจีนนิยมนำมาใช้ในพิธีมงคลมักจะเป็นสีแดง ที่เพจเห็นมีเยอะมาก คือ ขนมถ้วยฟู ข้าวเหนียวกวน ขนมเต่า และขนมชั้น เนื่องจากว่าขนมถ้วยฟูเป็นขนมที่ชื่อมีความหมายดี คือหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง เฟื่องฟู นัยว่าเมื่อนำมาเซ่นไหว้แล้วจะทำให้กิจการเฟื่องฟู เจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง ส่วนขนมเต่า เนื่องจากเต่าเป็นสัตว์อายุยืน ชาวจีนจึงนิยมนำขนมเต่ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วย เชื่อกันว่าจะทำให้มีอายุยืนยาวเหมือนเต่านั่นเอง
บนถนนระนองจะมีตึกเก่าสวยๆ เช่น ตึกธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ธนาคารต่างชาติที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และตึกสำนักงานการบินไทย ตึกเก่าหรือตึกโบราณในตัวเมืองภูเก็ตจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส คืออาคารจะมีส่วนลึกมากกว่าส่วนกว้างและไม่สูงนัก หาชมได้บริเวณถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนเยาวราช ถนนระนอง ถนนพังงา ถนนรัษฎา และถนนกระบี่ ส่วนถนนสายที่มีตึกเก่าที่น่าสนใจและน่าเดินมากที่สุด คือถนนดีบุกและถนนถลาง
ตอนนั่งรถมาศาลเจ้า เพจบังเอิญมองไปเห็นร้านขนมจีนป้ามัย นึกในใจเดี๋ยววันนี้ทานขนมจีนภูเก็ตกันดีกว่า กลับมาอีกที ร้านปิดพอดี ทราบภายหลังว่าคนภูเก็ตนิยมทานขนมจีนเป็นอาหารเช้า มิน่าล่ะ เพจเลยถามถึงโอต้าว พี่ดำบอกหอยทอดเหรอ เดี๋ยวไปดู ร้านปิดอีกหรือว่ายังไม่เปิดกันแน่ อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงที่นี่ กลับไม่ได้ทานอาหารพื้นเมืองภูเก็ตเลยสักอย่าง
ท้ายที่สุด อาหารกลางวันวันนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวเรือใส่ทุกอย่าง 1 ชาม ก๋วยเตี๋ยวเรือลูกชิ้นเนื้อ 2 ชาม กับแคบหมู 1 ถุง น้ำมะพร้าว น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ อย่างละแก้ว ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก๋วยเตี๋ยวเรือร้านนี้อร่อยทีเดียว สำหรับมาร์ค ก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอาหารจานโปรดเลยหละ สรุปมื้อนี้รวมทั้งหมด 102 บาท พี่เจ้าของร้านบอกร้อยเดียวละกัน ถ้วนๆ
กลับมาภูรินท์ จ่ายค่ารถพี่ดำไป 1,200 บาท มาร์คจะใช้อินเตอร์เน็ท พนักงานที่รีสอร์ทบอกตอนนี้อินเตอร์เน็ทใช้ไม่ได้ เน็ทเน่า เราเลยเดินออกไปหาใช้ข้างนอก อินเตอร์เน็ทคาเฟ่แถวนี้ ค่าบริการ 60 นาที 40 บาท นาทีละไม่ถึง 1 บาท แต่ต้องใช้อย่างต่ำ 10 นาทีนะ คือเราจะใช้ไม่ถึง 10 นาทีก็ได้ แต่เราจะต้องจ่าย 10 บาทอยู่ดี
มาร์คได้รับอีเมล์จากบริษัททัวร์แอทสยาม แจ้งมาว่าห้องพักเต็ม กลับรีสอร์ท เพจเลยโทรไปถาม พนักงานบอกที่ชาร์จบัตรเครดิตเราไปแล้ว ทางบริษัทจะเครดิตคืนให้ภายใน 3 วัน ระบบการจองห้องพักเว็บนี้แปลกๆ นะ เมื่อวานเพจก็หลงดีใจนึกว่าได้ที่พักแล้ว คราวหลังโทรไปจองได้หรือเปล่าเนี่ย เพจก็ลืมถาม
ตอนพวกเราออกไปข้างนอก พวกจุดประทัดกันทั้งวัน กลับมาถึงห้อง มาร์คเปิดแอร์เปิดทีวีอีก ทั้งหนาวทั้งเสียงดัง เพจเลยหนีออกมานั่งเล่นที่ระเบียง กลับไทย เพจเลี่ยงไม่นอนห้องแอร์ แต่มาร์คทนร้อนไม่ไหว สองคนทะเลาะกันเรื่องแอร์ทุกวัน มาร์คเป็นคนเปิด เพจเป็นคนปิด
ปัญหารายวัน ไหนๆ ก็จองห้องพักที่ไร่เลย์ไม่ได้แล้วนี่ ไปสิมิลันกันก่อนดีกว่า เพจเลยโทรไปเม็ดทรายทัวร์ ติดต่อเรื่องทัวร์สิมิลันกับบ้านพัก รถจะมารับเราพรุ่งนี้เช้า ระหว่างเวลา 6.15-6.30 น. ส่วนบ้านพักจะอยู่ตรงข้ามกับบริษัททัวร์ โดยเรือจะออกจากท่าเรือเวลา 8.30 น. เราเอากระเป๋าเดินทางฝากไว้ที่ออฟฟิศก่อนได้
ตอนแรกเพจคุยกับพี่ดำไว้ว่าพรุ่งนี้อยากให้ไปส่งที่ท่ารถ บขส. พวกเราจะไปท่าเรือทับละมุ เพจตกลงกับทางเม็ดทรายเสร็จ เลยต้องรีบโทรไปบอก ไม่ต้องแล้วนะพี่ ทัวร์จะมารับที่รีสอร์ทแต่เช้าเลย เที่ยวหน้ามาภูเก็ตอีก เพจจะโทรไปคุยด้วย พี่ดำบอกโชคดีละกัน ขอให้เดินทางปลอดภัย ขอบคุณนะคะ ขอบคุณค่ะ
|
Comments (7)
Dear Paige,
You have the looks and the brains to get a succelful life,
i wish you the best in 2008,
yours sincerely ,
Georges
Posted by Georges | December 22, 2007 6:51 PM
Merry Christmas, Georges
Posted by Paige | December 25, 2007 9:02 AM
I always call you Casey. I cannot figure out how to get your site in English.
Posted by Dave | December 29, 2007 3:10 AM
Hi Dave, how have you been? Haven't talked to you for a long time. Since I have Thai fonts installed on my PC, I don't write my blog in English anymore. Thanks for stopping by. I thought you have forgotten about me already. Happy New Year!
Posted by Paige | December 29, 2007 7:55 AM
ว้า...อดดูรูปสิมิลันเลย
เจี๊ยบก็ว่าจะไปสิมิลันเหมือนกันค่ะ และก็ไปหลีเป๊ะต่อ
Posted by Jeab | January 13, 2008 8:05 PM
ทริปสิมิลัน เพจพักที่ศูนย์อนุรักษ์อุทยานใต้ทะเลจุฬาภรณ์ แต่ของเพจเม็ดทรายทัวร์จองให้ ส่วนหลีเป๊ะแนะนำว่าให้จองที่พักเหมือนกันค่ะ เตรียมเงินสดเผื่อไปด้วยนะ เนื่องจากว่าบนเกาะไม่มีตู้เอทีเอ็ม แล้วอย่าลืมเอาไฟฉายไปด้วย ทางเดินแถวหมู่บ้านชาวเลมืดเชียว เที่ยวให้สนุกนะคะ
Posted by Paige | January 14, 2008 6:36 AM
wish u all the peace and prosperity in u r wole life .
may gosd and almighty bless u for brighter futrue.
Posted by sonam dorji | January 18, 2008 10:30 PM